ช่วงหนึ่งของชีวิต กับผู้ชายชื่อ”ปราโมทย์”

Like
Like Love Haha Wow Sad Angry

” ตึ๊ง!!!………ตึ้ง!!!……….ตึ๊ง!!!………..”
เสียง application Line จากโทรศัพท์มือถือ ที่วางไว้ข้างหมอน ดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง  ปลุกให้ตื่น   พลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์ด้วยความงัวเงีย คิดในใจว่า  ใครว่ะ ไลน์มาแต่เช้า  หันมองนาฬิกา เก้าโมงพอดี   เมื่อได้เห็นข้อความเหล่านั้น ก็ทำให้ตามสว่าง หายง่วง ทันที

“พี่โมทย์เสียแล้ว” , “RIP พี่โมทย์ ” ,”ไว้อาลัยแด่พี่ปราโมทย์”    คำไว้อาลัยเยอะแยะเต็ม Timeline ของ facebook ของเหล่าเพื่อนพ้อง นักกีฬาและคนรู้จัก เป็นเรื่องจริงที่ปรากฎ และแล้ววันนี้ก็มาถึง   หลังจากที่ป่วยจากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายมา 1 ปีกว่าๆ ……

ผมรู้จักคนชื่อปราโมทย์  มาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าจำไม่ผิด เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานานมาก  ตอนเพิ่งเริ่มเล่นแบดมินตันเลยก็ว่าได้  แต่ได้เห็นตัวจริงๆ ก็  การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต   เห็นพี่ปราโมทย์ในแมทช์นั้น  รู้สึกว่า คนไทยคนนี้ ตีชายคู่เก่งมากๆ  ฝีมือ ลูกเล่น และเก๋าสุดๆ(เป็นความคิดในวัยเด็ก) แล้วก็ชอบ และจำชื่อพี่ปราโมทย์ ว่าเป็นนักแบดมินตันชายคู่ อันดับ 1 ของไทยตลอดมา

หลายปีผ่านมา เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปซ้อม กิน นอน เก็บตัว กับพี่ๆทีมชาติ ที่สมาคมแบดมินตัน สวนลุมพินี ก็ได้ทำความรู้จัก ใกล้ชิด กับพี่ปราโมทย์มากขึ้น  พี่โมทย์ เปรียบเสมือนพี่ชายคนโต  ของเหล่านักกีฬา ที่เก็บตัวในสวนลุม  เพราะเป็นพี่ที่อายุเยอะที่สุด ทุกคนจะให้ความเคารพนับถือ  แต่พี่โมทย์เป็นคนอารมณ์ขัน ชอบเล่น และชอบแกล้งน้องๆ ไม่ว่าในเวลาซ้อม หรือนอกเหนือจากเวลาฝึกซ้อม

พี่โมทย์ เป็นนักแบดมินตัน ที่รูปร่างเล็ก ถ้าเปรียบเทียบกับนักกีฬาชาติอื่นๆ ในประเภทชายคู่ส่วนใหญ่ จะล่ำสัน ตัวใหญ่ แข็งแรง ตบหนัก แต่พี่โมทย์ทำให้ผมรู้ว่า การตีแบด ไม่ได้ใช้ความแรง และความแข็งแรงอย่างเดียว   พี่โมทย์เป็นนักแบดมินตัน ที่มีทักษะและฝีมือที่ดีมากๆ  ความเร็ว ความแรงไม่สามารถเอาชนะชายคนนี้ได้   พี่โมทย์เป็นนักแบดชายคู่ที่มีความถนัดในการเล่นหน้าเนตสูง และเล่นเกมรับได้เหนียวแน่นมาก

พี่โมทย์เป็นแบบอย่างของนักกีฬา ที่มีวินัยสูง  ถึงแม้ว่าฝีมือการเล่นพี่โมทย์จะเก่งเหนือน้องๆนักกีฬาทุกคน แต่พี่โมทย์ขยันซ้อม แทบจะไม่เคยขาด ขยันซ้อมในโปรแกรมเวทเทรนนิ่งและ โปรแกรมการวิ่งที่พี่เค้าจะวิ่งสู้น้องๆที่เด็กกว่าไม่ได้ แต่ผมกลับรู้สึกยกย่อง ที่พี่โมทย์ พยายามวิ่งกับน้องๆ แบบไม่เคยยอมแพ้

ผมเคยไปร่วมการแข่งขันกับพี่โมทย์ไม่กี่รายการ ในขณะที่พี่โมทย์ยังเป็นนักกีฬาอยู่  เช่นมาเลเซียโอเพ่น  หรือ ชิงแชมป์เอเซีย  เพราะตอนนั้นพี่โมทย์อยู่ชุดใหญ่  จะได้ไปแข่งขันในรายการที่มีระดับการแข่งขันสูง  ส่วนผมยังเป็น ยังเติร์ก นักกีฬารุ่นใหม่ที่ยังต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกเยอะ

หลังจากจบโอลิมปิค 2004 ที่กรุงเอเธนส์   พี่โมทย์ก็ปลดระวางจากการเป็นนักกีฬา  และมาเป็นโค้ชในประเภทชายคู่ และคู่ผสม  ซึ่งผมก็ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของพี่โมทย์อย่างเต็มตัว     …  พี่โมทย์สอนอะไรกับผมเยอะมาก  ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค  ทักษะ วิธีการเล่น วิธีการแก้เกมและอีกหลายอย่าง ในการเล่นประเภทคู่ และคู่ผสม พี่โมทย์เป็นคนพูดน้อย หรือพูดไม่ค่อยเก่ง วิธีการสอนของพี่โมทย์  จะไม่บอกหรือไม่อธิบายทุกอย่าง  หลายสิ่งหลายอย่าง เราจะได้เรียนรู้จากโปรแกรมการฝึก  เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้

นักกีฬารุ่นน้องทุกคนจะคุ้นเคยกับพี่โมทย์ในชุดนอน เสื้อยืดสีขาว และกางเกงบ๊อคเซอร์ (เอาเสื้อเข้าในกางเกง) เดินไปมาระหว่างห้องนอน กับห้องนั่งเล่น ดูทีวี และ ห้องซักผ้า  พี่โมทย์จะมีห้องส่วนตัว ตอนสมัยเป็นนักกีฬา พี่โมทย์จะนอนกับพี่โอม  จนพี่โมทย์มาเป็นโค้ช ห้องนี้ก็ยังคงเป็นของพี่โมทย์อยู่  ในขณะที่นักกีฬารุ่นน้อง  ต้องอยู่ห้องนอนรวม

พี่โมทย์เป็นคนชอบดูหนัง หลายครั้งที่พี่โมทย์ชอบเอาฮาร์ดดิส มา copy หนังจากผมไปดู ไม่ว่าจะตอนไปแข่ง หรืออยู่ที่สมาคมแบด หรือแม้แต่ให้ผมไรท์หนังการ์ตูน  ไปฝากเจ้าตัวเล็กที่บ้าน

พี่โมทย์ต้องเดินทางจากบ้าน ที่อยู่แถวบางบัวทอง มาคุมนักกีฬาซ้อมแต่เช้าตรู่ บ่อยครั้งที่ผมตื่นขึ้นมา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่โมทย์เดินขึ้นมาที่ห้องพัก นั้นหมายความว่า  พี่โมทย์ตื่นเช้ากว่านักกีฬา ไม่ต่ำกว่าชั่วโมง เพื่อมาคุมซ้อม  และอยู่กับนักกีฬา ทั้งวัน เพราะคุมซ้อมเช้า เสร็จ มีซ้อมเย็นต่อ ก็ต้องอยู่คุมซ้อม  ถึงจะกลับบ้าน   เวลาที่ใช้ไปกับการทำงาน หน้าที่โค้ชทีมชาติ นั้นหนักหนานัก แทบจะไม่มีเวลาได้อยู่กับครอบครัว  ค่าตอบแทนก็ไม่ได้มากมาย  แต่ที่พี่โมทย์ทำอยู่ทุกวัน เพราะทุกลมหายใจ มีแต่แบดมินตัน และประเทศชาติ  สิ่งตอบแทนไม่ได้ได้มาแค่เงินทอง  แต่ขอเป็นเพียงผลงานของนักกีฬา ที่สร้างผลงานเพื่อประเทศชาติมากกว่า  สิ่งตอบแทนเหล่านี้ กำลังจะย้อนกลับมา จากผลงานของนักกีฬารุ่นน้องๆทีมชาติ พี่โมทย์คงไม่เสียแรงเปล่าหรอกน่ะครับ

พี่โมทย์ป่วยจากโรคมะเร็งที่กระดูก  ระยะสุดท้าย มาเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน  ถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานมาก  กับการต่อสู้กับโรคร้าย และความเจ็บปวดทุกประการ  ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอพี่โมทย์ที่โรงพยาบาลรามา พร้อมกับนักกีฬาหลายคน พี่โมทย์ดูอ่อนล้า และเหนื่อย กับการต่อสู้กับโรคร้าย  แต่วิญญาณความเป็นโค้ชไม่ได้อ่อนแรงไปกับโรคร้าย และความเจ็บปวด ยังคงพร่ำสอน อบรม เตือนสติ เหล่านักกีฬาทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่มาเยี่ยมไข้  สิ่งต่างๆ ที่พี่สอนมา  จะอยู่ในใจพวกเราตลอดไปครับ

วันนี้   ไม่มีผู้ชายที่เรียกได้ว่า อันดับ 1 ชายคู่ตลอดกาลของประเทศไทย อย่างไม่มีข้อสงสัย
วันนี้   ไม่มีผู้ชาย ที่ใส่เสื้อยืดสีขาว ทับด้วยกางเกงบ๊อคเซอร์ เดินไปมา  คอยเช็คว่านักกีฬารุ่นน้อง มาเตรียมตัวนอนหรือยัง
วันนี้   ไม่มีโค้ช ชายคู่ที่คอยดูแลเอาใจใส่นักกีฬา ยิ่งกว่าครอบครัวตน
แต่วันนี้ ชื่อ “ปราโมทย์   ธีระวิวัฒน์ ”  ได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ แบดมินตันประเทศไทย  และจารึกอยู่ในใจ  ของผม และนักกีฬาหลายๆคนตลอดไป

ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ ได้รู้จักพี่โมทย์   พี่คือ พี่ชาย(รุ่นพี่ทีมชาติ)  โค้ช และเปรียบเสมือนพ่อ ที่คอยสอนลูก ให้เจริญเติบโตไปในแนวทางที่ควรจะเป็น

ขอไว้อาลัยแด่ พี่โมทย์ครับ

Like
Like Love Haha Wow Sad Angry

Comments

comments

About kroonum

ครูหนุ่ม โค้ชสอนแบดมินตันสโมสรแบดมินตันพลสนะ โค้ชแบดมินตันมหาวิทยาลัย ABAC ชื่อชอบในระบบ Android OS ชอบ IT และเป็นสมาชิกก๊วน Start Ponsana Badminton ก๊วนแบดมินตันที่มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ (แต่ตีแบดไม่ได้เรื่อง)

View all posts by kroonum →